สุกียากี้
 
กำเนิดสุกียากี้
 

ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 อธิบายความคำว่า สุกียากี้ ว่าเป็นคำนาม เป็นชื่อของอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ เต้าหู้ และผักบางชนิด ไทยนำมาดัดแปลงโดยใช้เนื้อสัตว์ ผักต่างๆ วุ้นเส้น และไข่ เป็นต้น ลวกในน้ำซุป กินกับน้ำจิ้ม บางทีเรียกสั้นๆว่า สุกี้

                คำเรียก สุกียากี้ ของชาวไทยเห็นจะเรียกตามแบบชาวญี่ปุ่นซึ่งเรียกอาหารประเภทนี้ว่า สุกียากี้ (sukiyaki) ชาวไทยน่าจะหยิบยืมมาเพียงคำเรียก เพราะเอาเข้าจริงสุกียากี้แบบญี่ปุ่นหน้าตาและวิธีการกินนั้นไม่เหมือนกับสุกียากี้ของไทยนัก ชาวญี่ปุ่นจะใช้เนื้อวัว ตังโอ๋ เต้าหู้ เนหงิ (negi-ต้นหอมต้นใหญ่) ชิราตากิ (shirataki-เส้นบุก) มีน้ำซุปรสเค็มหวานที่ปรุงด้วยน้ำซุปปลาโอ เหล้ามิริน และซีอิ๊ว หม้อที่ใช้เป็นหม้อสำหรับทำสุกียากี้โดยเฉพาะเรียกว่า นาเบะ (nabe) มีขนาดหนา ตื้น และทำด้วยเหล็ก ชาวญี่ปุ่นจะผัดเครื่องปรุงต่างๆ เช่น เนื้อวัว ตังโอ๋ เต้าหู้ เนหงิ พอให้สุกก่อนแล้วจึงใส่น้ำซุป และเส้นชิราตากิตามลงไป ก่อนจะกินชาวญี่ปุ่นจะใช้ตะเกียบคีบแล้วจุ่มลงในไข่ที่ตี นั่นแหละถือว่ากินได้แล้ว

                ส่วนสุกียากี้ของชาวไทยกลับมีลักษณะคล้ายคลึงกับชาบู ชาบุ (shabu shabu) ของชาวญี่ปุ่นเสียมากกว่า ชาบู ชาบุ นิยมทำกินกันในช่วงฤดูหนาว เป็นอาหารประเภทเนื้อและผักจุ่มลงในน้ำซุปที่กำลังเดือด ทั้งเนื้อวัวแผ่นบาง ผักกาดขาว ตังโอ๋ เต้าหู้ เห็ดหอม เป็นต้น ลวกพอสุกก็จิ้มกินกับน้ำจิ้ม 2 ชนิดที่กินกับชาบู ชาบุ โดยฉพาะ เรียกว่า พงสุ (ponzu) น้ำจิ้มตัวนี้จะออกรสเปรี้ยว และ โกะมาดาเหระ (gomadare) จะมีเนื้อข้นและมีงาบดปรุงเพิ่มความหอม

                ไม่เพียงแต่ในญี่ปุ่นเท่านั้นที่นิยมกินสุกียากี้ ในหมู่ชาวจีนก็นิยมกินสุกียากี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ชาวจีนเรียกสุกียากี้ว่า ฮว่อกวอ (hua guo) ฝรั่งเรียก “fire pot” หรือ “hot pot” แท้จริงแล้วสุกียากี้ไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากชาวอาทิตย์อุทัย หรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ถือกำเนิดมาจากชาวมองโกเลีย ชนเผ่าเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนในท้องทุ่งราบที่มีวัฒนธรรมการกินสุกียากี้มากว่า 1,000 ปี ด้วยภูมิอากาศที่หนาวเย็น อาหารง่ายๆอย่างน้ำซุปรสจืด สีใส ตั้งหม้อบนเตาไฟพอให้น้ำเดือด แล้วก็จุ่มเนื้อลงไป ต้มพอให้สุก เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารอันโอชะสำหรับหนึ่งมื้อ นอกจากน้ำซุปร้อนๆในหม้อแล้วเสน่ห์ของสุกียากี้มองโกเลียยังอยู่ที่เนื้อวัวและเนื้อแกะที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

                ในสมัยราชวงศ์ซ่ง วัฒนธรรมการกินแบบมองโกลเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนเหนือของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่สุกียากี้ที่ส่งผ่านไปในแต่ละภูมิภาคของจีน ทว่า สุกียากี้ในแต่ละแห่งก็จะมีลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไปด้วยถูกปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินและสภาพแวดล้อมในพื้นที่สุกียากี้ที่โด่งดังอย่างสุกี้เสฉวน (ซื่อฉวน ฮว่อกวอ-si chuan huo guo) จะมีน้ำซุปรสเข้มข้น เผ็ดร้อนด้วยชวงเจีย และเครื่องเทศนานาชนิด กินกับเครื่องปรุงหลากหลาย ทั้งเนื้อ หมู ไก่ ปลา และผักประจำถิ่น ในกรุงปักกิ่งหาสุกียากี้กินได้ไม่ยาก โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว ชาวปักกิ่งนิยมมานั่งล้อมวงกันกินสุกียากี้เพื่อคลายความหนาวเหน็บจากสภาพภูมิอากาศ วัฒนธรรมการกินสุกียากี้ยังได้แพร่หลายไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนทั้งในสิบสองปันนาและยูนนาน หรือแม้แต่ทางตอนใต้ในแถบมณฑลกวางตุ้งไล่เรื่อยไปถึงหมู่เกาะไต้หวันและญี่ปุ่น

 

 

 

Reference : Krua, November 2009, Vol 16, No. 185